[PR0106]สร้อยข้อมือ ปฐวีธาตุ-เปลือกมุกจ้าวสมุทร

-37%

[PR0106]สร้อยข้อมือ ปฐวีธาตุ-เปลือกมุกจ้าวสมุทร

฿1,100.00 ฿690.00

  • รายละเอียด

รายละเอียด

ชื่อหิน  : เปลือกมุกจ้าวสมุทร

“มุกจ้าวสมุทร”สุดยอด ธาตุวิเศษมงคลล้ำค่า 7 สิ่ง ปรากฏในวัชรปรัชญาปรมิตตาสูตร มหายาน

ขนาดลูกปัด :  6.5 มิลลิเมตร

จำนวนลูกปัด : 20 เม็ด


ชื่อหิน  : ปฐวีธาตุ

***เป็นกลุ่มหินใสเหลือง ที่ถูกค้นพบใหม่ ที่แม่น้ำโขงบริเวณ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นกลุ่มหินแม่น้ำโขงหายากอีกชนิดหนึ่ง ในแต่ละกองใหญ่ๆที่มีการดูดหินขึ้นมานั้นจะมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น จึงเป็นหินที่หายาก และมีความเชื่อในเรื่องที่ดีมากมาย ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับหินที่หลวงปู่คำพันธ์ นำมาปลุกเสกและใช้ชื่อว่า “ปฐวีธาตุ” ตามเรื่องราวในบทความด้านล่างนี้

ขนาดความยาว :  ประมาณ 3 เซนติมตร


ความยาวสร้อย : 17-18 เซนติเมตร

น้ำหนักสร้อย :  23 กรัม


มุกจ้าวสมุทร เป็นรัตนชาติอย่างหนึ่งที่เรียกได้ว่า หายากยิ่งกว่ายาก มีน้อยยิ่งกว่าน้อย สีขาวเป็นประกายประดุจดั่งหยก ขาวบริสุทธิ์ติดอันดับต้นๆของโลก
มณีล้ำค่าในพุทธศาสนาตามคติจีนนั้น มี 7 อย่าง ได้แก่ มุกจ้าวสมุทร(หอย) ทอง เงิน หินโมรา ปะการัง แก้ว และอำพัน ในมณีล้ำค่าทั้ง7อย่างนี้ สิ่งที่ทุกท่านพบเห็นได้น้อยที่สุดและมีความลึกลับอัศจรรย์ที่สุดก็คือ มุกจ้าวสมุทรนี้ เพราะหอยที่จะนำมาทำมุกใต้สมุทรนี้พบได้แค่ในมหาสมุทรอินเดีย หรือมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณที่มีน้ำลึกมากๆเท่านั้น หรือบางพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำที่จะไหลลงสู่ทะเล จึงทำให้เป็นสิ่งแปลกใหม่พบเห็นได้ยาก ด้วยเหตุนี้เองทำให้การเสาะหาหอยดังกล่าวมาเจียรไนจึงทำได้ยาก เมื่อมีปริมาณน้อย มูลค่าจึงสูง

เมื่อไม่นานมานี้ มุกที่มีชื่อติดอันดับโลกว่าเม็ดใหญ่ที่สุด ก็ถือกำเนิดขึ้นจากหอยที่นำมาเจียรไนเป็นมุกเจ้าสมุทรนี่เอง

ลักษณะพิเศษของมุกจ้าวสมุทรนี้ ตามหลักอัญมณีวิทยา
เปลือกของหอยดังกล่าวจะต้องเป็นเปลือกที่พิเศษมีสีขาวประกายมุก และเนื้อเนียนละเอียดเท่านั้น ถึงจะสามารถนำมาเจียระไนเป็นมุกจ้าวสมุทรได้ และเปลือกหอยชนิดดังกล่าว ยังเป็นชนิดเดียวที่มีความแวววาวมากทึ่สุดเท่านั้นด้วย
เป็นหนึ่งในอัญมณีที่มีความพิเศษคล้ายมุก มีความแวววาวแม้ยามต้องแสง และเป็นประกายสีรุ้งในที่มืดอึมครึม

มีหลายสี อาทิ สีขาว สีงาช้าง สีเหลืองนวล
แต่สีขาวเป็นสีที่ทางพุทธกล่าวยกย่องว่า เป็นสีขาวบริสุทธิ์ที่สุดในหมู่มวลของกายสิทธิ์จากธรรมชาติ
หอยชนิดนี้เป็นหอยมือเสือประเภทที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหอยมือเสือทั้งมวล ความยาวบางอันอาจจะถึง 1 เมตรได้ ด้านในเปลือกจะเป็นสีขาว ด้านนอกเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล

คนสมัยโบราณจะนำปะการังขาวหรือเปลือกหอยชนิดนี้มาทำเป็นลูกประคำ
ด้วยความที่มีพลังในด้านการนั่งสมาธิเจริญสติสูง ทางพุทธฝ่ายจีนจึงนิยมนำมาทำเป็นลูกประคำ
หมวกของขุนนางชั้นสูงสมัยราชวงชิงนั้น มุกจ้าวสมุทรเป็นหนึ่งในอัญมณีล้ำค่า หก อย่าง ที่ได้รับให้ประดับบนหมวกดังกล่าว

(ที่มาบทความ  palungjit.org)


บทความจากหนังสือ บูรพาจารย์ฉบับที่42 จากปรมาจารย์เต๋าหมวกดำ ฮวงจุ้ย
ชมรมฟ้าฝนไฟ
ยืนยันตรงกับบทความภาษาจีนดังกล่าวว่า
“ในวิชาฮวงจุ้ยถือว่าฟอสซิล คือ สิ่งที่มีพลัง เนื่องจากอายุของมันยาวนานจนสามารถซึมซับพลังจากจักรวาลเอาไว้ได้มาก กลายเป็นสิ่งที่มีพลังและสามารถให้พลังออกมา…. ซึ่งในวิชาฮวงจุ้ยถือเป็นส่ิงที่มีความมั่นคง และเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง มุกจ้าวสมุทรเป็นฟอสซิลหอยกาบ จึงเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนธาตุน้ำ ที่หมายถึง เงินทอง ตามวิชาของฮวงจุ้ย ความที่มีสีขาวเป็นตัวแทนของเลข 8 ในยุค8 และดาวเหิรหมายเลข8 …. เนื่องจากภัยพิบัติ ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในปี2553 วิชาฮวงจุ้ยได้เน้นว่า ควรจะได้รับพลังจากมุกจ้าวสมุทร พกติดตัว หรือวางไว้อาคารบ้านเรือน ตลอดปี 2553 นี้”


มุกจ้าวสมุทร สุดยอดมงคลวัตถุ ลี้ลับแห่งประเทศจีน

วัฒนธรรม 5000 ปี ทำให้คนจีนคิดค้น ค้นพบ วิทยาการ มากมาย ที่ทำให้ชาติจีนเป็นชาติมหาอำนาจที่มั่นคงตั้งแต่อดีต จนปัจจุบัน แม้ว่า อียิปต์ โรม จะล่มสลาย แต่จีนยังคงเป็นใหญ่เจริญก้าวหน้า ยิ่งทางการค้าขายเงินทองแล้ว มั่นคง มั่งคั่งยิ่งนัก
นอกจากความรู้ที่อัศจรรย์แล้ว ชาวจีนยังมีมงคลวัตถุอีกมากมาย ที่ค่อยเผยให้โลกได้รู้ อาทิ หยก ปี่เซี๊ยะ และในยุคฮวงจุ้ยนี้ ที่เป็นมงคลสูงเลิศอีกชนิดคือ มุกจ้าวสมุทร

มงคลวัตถุ แด่ ชาวพุทธ ศิริมงคลอย่างสูง ใฝ่ศีล บำเพ็ญธรรม
สุดยอด ธาตุวิเศษมงคลล้ำค่า 7 สิ่ง ปรากฏในวัชรปรัชญาปรมิตตาสูตร ของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน เลิศล้ำพลังเสริมส่งญาณ สมาธิ
มงคลวัตถุ แด่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
สุด ยอด รัตนชาติมงคล ถูกใช้เป็นประคำมงคล แสดงบรรดาศักดิ์ของขุนนางจีน สมัยราชวงศ์ชิง เป็นของสูงค่าในราชสำนัก เป็นเครื่องอิสริยายศที่จักรพรรดิจีนพระราชทานแด่ขุนนาง
มงคลวัตถุ แด่ นักธุรกิจ การค้าขาย เงินทอง
สุดยอด ธาตุกายสิทธิ์ มีพลังในการหวงแหน รักษาเงินทองทรัพย์สิน โชคลาภให้คงอยู่และเพิ่มพูน ไม่หาย ไม่ตก ไม่ขาดทุน ประดุจดั่งต้นกำเนิดมุกจ้าวสมุทร ขนาดใหญ่ใต้ทะเลลึก ซึบซับเก็บกักพลังธรรมชาติแห่งน้ำ ซึ่งน้ำในความหมายของฮวงจุ้ยคือ ความซื้อง่ายขายคล่อง ความเจริญก้าวหน้า มีพลัง ขับเคลื่อนหมุมเวียน กำไรไหลมาเทมา
มงคลวัตถุ แด่ บรรพบุรุษ ผู้ใหญ่ที่นับถือ
สุดยอด วัตถุธรรมชาติ100% ไม่ผ่านการสังเคราะห์ มี พลังด้านการเสริมสมาธิให้สงบเยือกเย็นอย่างสูง ยิ่งกว่าธาตุกายสิทธิ์ใดๆทั้งปวง เนื่องจากก่อตัวอัดรวมพลังงานความสงบ ลี้ลับ และเยือกเย็นแห่งเมืองบาดาลมหาสมุทร สงบเยอกเย็นลง บรรเทาบำบัดอาการนอนไม่หลับได้ ทำให้ความจำ มีสติ ดีขึ้น ไม่หลงลืม ทำให้สดชื่นปลอดโปร่ง ผ่อนคลายความเมื่อยล้า เลือดเดินได้สะดวก
มงคลวัตถุ แด่ผู้ปรารถนาความเป็นมงคล ความเจริญในชีวิต


“ปฐวีธาตุ” หรือ “พระเพชร”แห่งลุ่มแม่นำโขง

หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ วัดธาตุมหาชัย นครพนม

ย้อนไปเมื่อสมัยท่านเจ้าคุณนรฯ ยังทรงสังขารอยู่ ท่านเคยปรารภว่า พระรูปเหมือนนั่งใบโพธิ์ของท่านประสบความสำเร็จ (คือมีคนนิยมมาก) ต่อไปจะมีผู้ร้างพระใบโพธิ์อีกมากมายแต่ไม่ประสบความสำเร็จดังเช่นของท่าน หากจะมีพระทางภาคอีสานรูปหนึ่ง ประสบความสำเร็จในพระรูปเหมือนใบโพธิ์เช่นของท่าน แต่พระรูปนั้นจะต้องอธิษฐานจิตปฐวีธาตุได้ด้วย จึงได้เกิดการตามหาพระรูปนั้นหลังจากที่สิ้นท่านเจ้าคุณนรฯ ไปแล้ว

หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ วัดธาตุมหาชัย นครพนม คือพระรูปนั้น ท่านได้ทำปฐวีธาตุแจกศิษย์มาแต่ปี พ.ศ. 2495 ก่อนท่านเจ้าคุณนรฯ เสียอีก ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ท่านได้รับตำราการอธิษฐานจิต“ ปฐวีธาตุ” มาตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่มโดยได้มีชายผู้หนึ่งได้นำมาถวายให้ท่านตามคำสั่งเสียของบิดาก่อนตาย โดยบิดาของชายผู้นั้นได้สั่งกำชับบุตรชายไว้ว่า เมื่อพ่อตายแล้วจงเอาคัมภีร์เล่มนี้ไปมอบให้กับหลวงพ่อคำพันธ์แต่เพียงรูปเดียวเท่านั้น ซึ่งตำราเล่มนั้นเขียนด้วย “ตัวธัมใหญ่” ทั้งหมดซึ่งถือว่าเป็นอักขระที่มีความศักดิ์สิทธ์สูงสุด ใช้จารเฉพาะตำราชั้นสูงเท่านั้น เป็นตำราที่ว่าด้วยการ “อธิษฐานปฐวีธาต” สามารถทำธาตุธรรมชาติธรรมดาให้มีอานุภาพ มีพลังงานขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่านจึงศึกษาวิธีการจนแตกฉาน จดจำได้ทุกขั้นตอน ในเวลาต่อมาก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งมาขอตำรานั้นไป ท่านก็กรุณามอบให้ ทุกวันนี้ยังไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใคร

หลวงปู่คำพันธ์ได้เมตตาอธิบายถึงคุณลักษณะของปฐวีธาตุที่ถูกต้องตามตำราทุกประการว่า ต้องเป็นกรวดที่แช่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติเท่านั้น จะอยู่บนบกไม่ได้ ตัวกรวดเมื่อเก็บขึ้นมาต้องมีลักษณะเดิมตามธรรมชาติของเขา จะบิ่น จะแตกหักหรือร้าวไม่ได้เลย ที่สำคัญสุดยอด คือต้อง “โปร่งแสง” เท่านั้น และด้วยคุณลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้ปฐวีธาตุของหลวงปู่คำพันเป็นของหายากที่สุด แม้ว่าทางวัดจะพำยายามแก้ไขด้วยการนำกรวดจากแม่น้ำโขงชนิดขุ่นมาถวายท่านอธิษฐานแทนก็ตาม แต่ก็หาถูกต้องตามตำราบังคับไม่ หากท่านก็อนุโลมให้เป็นปฐวีธาตุได้เช่นกัน ผิดกับครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆเช่น ท่านเจ้าคุณนรฯ “ปฐวีธาตุ” ของท่านจะต้องได้มาจากอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการเท่านั้น จะใสหรือขุ่น ใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ นอกจากนี้ในตำรายังได้ระบุไว้ว่า ผู้จะอธิษฐานปฐวีธาตุได้นั้นต้องเป็นผู้เดินวิปัสสนาล้วน จะเป็นผู้เล่นทางสายวิชาคือ คาถาอาคมไม่ได้เลย

มูลเหตุของการอธิษฐานจิตปฐวีธาตุ

สืบเนื่องจากในช่วงก่อนปี 2500 บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยผู้ก่อการร้าย ทำให้เหล่าทหาร ตำรวจและข้าราชการต่างๆ มาขอของดีจากท่านเอาไว้คุ้มตัว ท่านจึงได้ให้เหล่าทหารและชาวบ้านไปเก็บหินในแม่น้ำโขงมาให้ท่านอธิษฐานจิต ท่านบอกว่า ท่านเสกด้วยพระคาถาชินบัญชรเช่นเดียวกับปฐวีธาตุของท่านเจ้าคุณนรฯ แล้วเสกหนุนธาตุต่างๆตั้งให้เป็นองค์พระและธาตุปฐวีคือ ธาตุหินนี้แกร่ง ท่านจึงเรียกปฐวีธาตุของท่านว่า “ พระเพชร “

ลป.คำพันธ์ ท่านเก่งในการคุมธาตุสี่ น้ำ ดิน ลม ไฟ จนเป็นที่ยอมรับโดยทั่ว ลป.โต๊ะฯ ก็อีกรูปหนึ่ง เมื่อท่านนำ”ปฐวีธาตุ”มาเสกก็จะเรียกธาตุ 4 ทีละธาตุแล้วรวมธาตุเป็นหนึ่ง เสกบรรจุลงในก้อนปฐวีธาตุนั้น เมื่อนำมาใช้ธาตุสี่ในตัวเราก็จะผสานกับปฐวีธาตุนั้น สรรพคุณสุดแท้จะอธิษฐานเอา ในเวลาอธิษฐานปฐวีธาตุหลวงปู่ท่านจะอธิษฐานว่า ให้ป้องกันภัยอันจะเกิดแต่ธรรมชาติก็ดี ภัยอันเกิดแต่มนุษย์ก็ดี กันได้ทั้งสิ้น กันภัยจากอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีขึ้นในอนาคต ท่านเรียกการอธิษฐานแบบนี้ว่า “เสกครอบลงไป” การเสกแบบนี้ไม่เหมือนกับการเสกพระเครื่องทั่วไปของท่าน ท่านจึงย้ำว่า “ ปฐวีธาตุนี้เป็นของที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ ”

หลวงปู่คำพันธ์ท่านเคยกล่าวกับลูกศิษย์ถึงอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของปฐวีธาตุของท่านว่า คุ้มครอง คุ้มภัย กันฟ้า กันไฟ ปฐวีธาตุแห่งแม่น้ำโขงนี้เป็นธาตุเย็น อานุภาพแห่งองค์พระเพชร สามารถป้องกันภัยอันเกิดจากรังสีความร้อนที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้

การบูชาปฐวีธาตุ

หลวงปู่สั่งว่า เมื่อได้มาแล้วถ้าจะบูชาติดตัวก็พยายามเลี่ยมแบบเปิดหน้า เปิดหลังให้ปฐวีธาตุได้สัมผัสกับไอของร่างกาย ธาตุจะดึงดูดซึ่งกันและกันปรารถนาสิ่งใดก็ให้ตั้งจิตเอา ปฐวีธาตุช่วยได้ แต่ถ้าบูชาอยู่กับบ้าน ให้เอาปฐวีธาตุแช่น้ำสะอาดตั้งบูชาไว้บนที่สูง ใส่น้ำอบ น้ำหอมผสมลงในน้ำเป็นการบูชา ลอยด้วยดอกมะลิหรือดอกไม้หอมอื่นก็ได้ จุดธูปบูชา 7 ดอก สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วต่อด้วยพระคาถานี้

“ หิตะหิรา มันทิโล กะสิรา กะละลาสติ โสจะถิโห คะเนตะเน ” ( 3จบ )

แล้วตั้งจิตระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณมารดา บิดาคุณครูบาอาจารย์ พระคุณของหลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ เหล่าพญานาคผู้รักษาองค์พระธาตุพนมและพระธาตุมหาชัย และทั้งที่สถิตอยู่ในลำน้ำโขงปรารถนาสิ่งใดก็อธิษฐานเอา หลวงปู่บอกว่า ปฐวีธาตุมีคุณวิเศษครอบจักรวาลมีทุกข์ร้อนสิ่งใดก็ให้บอกกล่าว สามารถช่วยเหลือได้จริง

การลอยดอกไม้ในน้ำให้ทำเฉพาะวันพระ เมื่อหมดวันพระแล้วให้ช้อนดอกไม้ออกอย่าให้เน่าเสียคาภาชนะเด็ดขาด น้ำหล่อปฐวีธาตุถ้าจะเปลี่ยนให้นำไปประพรมบ้านเรือนหรือสาดขึ้นหลังคาบ้านเป็นสิริมงคลนัก กันภัยนานาชนิด

หมายเหตุ การที่หลวงปู่ท่านให้แขวนแบบเปิด ไม่ได้หมายความว่ากลัวพุทธคุณจะออกมาไม่ได้ แต่เป็นวิธีการ “ใช้งาน” ในแบบเฉพาะของวัตถุมงคลประเภทนี้ ที่ทำแบบนั้นก็เพราะต้องการให้กระแสธาตุในร่างกายเราได้สัมผัสกระแสธาตุในองค์ปฐวีธาตุพลังงานในปฐวีธาตุน่ะออกมาหาเราได้ แต่พลังงานในกายเราเข้าไปหาเขาไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้อง “เลี่ยมเปิด” เพื่อสงเคราะห์ตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือท่าน

ปฐวีธาตุต่างกับพระเครื่องอย่างไร

ปฐวีธาตุต่างจากพระเครื่องตรงที่กรวดจากแม่น้ำโขงซึ่งหลวงปู่นำมาอธิษฐานเหล่านั้น พวกนาคเขาถือว่าเป็นสมบัติอย่างหนึ่งของเขา กรวดเหล่านั้นจึงมีพลังงานของพวกเขาติดมาด้วย และเมื่อได้รับการอธิษฐานด้วยกระบวนการทางจิตที่ซับซ้อนอย่างยากที่เราจะเข้าใจ ก็จะทำให้กรวดเหล่านั้นเกิดพลังงานมหาศาลชนิดที่เราก็ไม่เข้าใจอีกอยู่ดีว่าเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

พลังงานมหาศาลที่ว่านี้ หลวงปู่คำพันธ์รับรองว่า กันนิวเคลียร์ได้

เมื่อปฐวีธาตุซึ่งมีพลังงานแฝงอยู่แล้ว ได้รับการอธิษฐานจากจิตที่มีพลังงานมหาศาลเพราะได้รับการฝึกฝนมาดีเยี่ยม พุ่งกระแสลงไปสู่หินเป็นจุดเดียว กระแสจิตที่แรงกล้าเกิดกระทบกับพลังงานที่อยู่ในหินแล้วกระจายตัวออกเป็นวงกว้าง เป็นคลื่นรังสีที่มีพลัง งานแรงสูง พอที่จะให้ความคุ้มครองผู้บูชาตามที่ผู้อธิษฐานได้ “ตั้งโปรแกรม” ไว้

นอกเหนือไปจากหมู่นาคทั้งหลายที่จะขึ้นมาพิทักษ์รักษาผู้ครอบครองปฐวีธาตุเมื่อยามเกิดภัยพิบัติตามคำทำนาย ชนิดปฐวีธาตุ 1 องค์ ต่อพญานาค 1 ตน ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวไม่อาจมีในพระเครื่องที่ถูก “สร้าง” ขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ ผิดกับ “ปฐวีธาตุ” ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากผลงานของธรรมชาติ จึงเก็บประจุพลังงานจากธาตุทั้งสี่และรังสีจากจักรวาลมาเนิ่นนานนับได้เป็นล้าน ๆ ปี

ครูบาอาจารย์ผู้มีจิตอัศจรรย์เข้าถึงหลักธรรมชาติอย่างถ่องแท้จึงมักทำปฐวีธาตุให้ศิษย์ อาทิ ท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม ท่านพ่อเมือง พลวัฑโฒ วัดป่ามัชฌิมวาส

ซึ่งก็ตรงตามที่หลวงปู่คำพันเคยบอกว่า “ผู้ที่จะอธิษฐานปฐวีธาตุได้นั้น ต้องเป็นผู้เดินวิปัสสนาล้วน จะเป็นผู้ที่มาทางสายวิชาอาคมไม่ได้เลย”

และนี่คือสาเหตุที่ว่าทำไม “ปฐวีธาตุ” จึงมีความแตกต่างจากพระเครื่องมากมายนัก

ข้อมูลจาก http://www.amulet.in.th